บริการจัดทำเว็บไซต์กับเราวันนี้ โทร. 086-568-6096

ข่าวสารไอที

นายกฯไม่อยากส่งเสริมหวยออนไลน์

นายกรัฐมนตรี เผยยังไม่ได้รับข้อเสนอเดินหน้าหวยออนไลน์ ออกตัวไม่อยากส่งเสริมเรื่องการพนัน แต่หากต้องทำจริงจะใช้ข้อมูลตัดสินใจให้รอบด้านก่อนว่าจะเลือกทางใด กำชับรมว.คลัง พิจารณาให้รอบคอบ และต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม และที่สำคัญต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ ด้านส.ว.เดินหน้าค้าน หวั่นเยาวชนเป็นทาสอบายมุข เตือนให้ “มาร์ค”จะเจอวิบากรรมเหมือน “แม้ว” หวั่น”กรณ์” เอื้อสัมปทานเอกชน แนะนำผลกมธ.สนช.ศึกษาก่อนเดินหน้า “สมชาย แสวงการ” แฉสลากกินแบ่งเกียร์ว่างขายสลากเกินราคาเป็นตัวเร่งเปิดหวยตู้

รัฐสภา (18 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งเรื่องให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เดินหน้าเรื่องหวยออนไลน์ ว่า นายกรณ์ บอกว่ายังมีประเด็นข้อมูลไม่ชัดเจนบางเรื่อง เข้าใจว่าคงจะให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ชี้แจงมาอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ สื่อข่าวถามว่าในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายค้าน เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องหวยออนไลน์ แล้วตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วหรือจึงจะเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเด็น คือการทำหวยออนไลน์ลักษณะกินรวบซึ่งจะขัดกฎหมายจะทำไม่ได้ และรัฐบาลไม่ทำแน่นอนในลักษณะที่ขัดกฎหมาย

“ที่เสนอมาล่าสุด หรือที่ค้างกันอยู่ล่าสุดนั้นเป็นลักษณะของการกินแบ่ง ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย และก็มีปัญหาว่ามีพันธะอยู่ระหว่างบริษัทกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งกำลังดูว่าการดำเนินการอะไรจะถือว่าผิดหรือไม่ผิดสัญญาตรงนั้น ดังนั้นถ้าจะทำต่ออย่างไรก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่ว่าเป็นเรื่องนโยบายที่จะต้องพิจารณาอีกว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะทำหรือ ไม่”

ต่อข้อถามว่านโยบายเรื่องนี้คิดว่าสมควรทำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องชั่งกับปัญหา และผลกระทบ สมมติว่าไม่ทำแล้วเกิดผิดสัญญาและโดนฟ้องร้อง โดยมีค่าเสียหาย ก็ต้องมาพิจารณาชั่งน้ำหนักกันตรงนั้น เมื่อถามว่าตอนนี้ได้ศึกษาและชั่งน้ำหนักดูหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ตัวเลขยังไม่มา ตรงนี้คือสิ่งที่นายกรณ์ คงต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และส่งกลับไปยังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ส่วนเรื่องเงิน 1.6 – 1.7 หมื่นล้านบาท ที่พูดกันนั้น ประเด็นก็มีอยู่เพียงว่าเงินนี้เป็นเงินซึ่งมาจากหวยก่อนหน้านี้ ซึ่งต่อมาก็ถูกวินิจฉัยว่าผิดกฎหมาย ก็เกิดปัญหาขึ้นว่าเงินนั้นต้องไปอยู่ที่ไหน อย่างไร เท่านั้นเอง

ต่อ ข้อถามว่าสมมติถ้าจะดำเนินการเรื่องหวยออนไลน์จริงๆ จะอธิบายกับสังคมที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าจะดำเนินการก็ต้องแก้ปัญหาข้อท้วงติงทั้งหลายที่มีอยู่ ซึ่งเขาก็ให้นโยบายไปว่า ไม่ต้องการเห็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการเล่นมากขึ้น ไม่มีการโฆษณา ไม่มีการกระตุ้นและต้องมีการแก้ปัญหาผลกระทบที่ตามมา ซึ่งเรื่องก็ยังมาไม่ถึงเขา แต่เมื่อเขาเห็นข่าวก็ได้ถามนายกรณ์ และก็ได้รับการชี้แจงว่ายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และเข้าใจว่าส่งกลับไปที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว

ผู้สื่อ ข่าวถามว่าจุดยืนของนายกรัฐมนตรี ยังคงเดิมหรือไม่ในเรื่องการห่วงใยเยาวชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช่ ก็ยืนยันว่าไม่ต้องการที่จะเห็นปัญหาที่จะเรียกว่าเป็นการระบาดก็ไม่เชิง แต่ว่าการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าไปในวงจร เพราะว่าที่ผ่านมามักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องการเอาหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน แต่ข้อเท็จจริงคือว่ามันมีคนเล่นที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และหวยใต้ดินก็ไม่ได้หมดไป มันกลายเป็นคู่ขนานไปด้วย แต่ครั้งนี้ก็ยังมีข้อมูลที่เขาพยายามอธิบายว่าลักษณะของการทำแบบกินแบ่งไม่ น่าจะทำให้คนมาเล่นมาก แต่ว่าตนก็ยังไม่ทราบ เพราะยังมีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องคนพิการอีก ซึ่งตนได้ขอให้นายกรณ์พิจารณาทั้งหมด และเมื่อเรียบร้อยถ้าเป็นเรื่องของ ครม. ก็ต้องเสนอเข้ามา

นายกฯเผยไม่อยากให้มีการพนัน

เมื่อ ถามว่าหากจะต้องมีการออกหวยออนไลน์จริงรัฐบาลจะชี้แจงข้อดีของการดำเนินการ เรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อดีคือหากลดปัญหาหวยใต้ดินได้ มันก็เป็นข้อดีอยู่แล้ว และรัฐก็มีรายได้ แต่ต้องชั่งผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นด้วย

เมื่อถามว่าจะเอาจุดไหน มาเป็นตัวตั้งในการพิจารณาระหว่างรายได้และผลกระทบทางสังคม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ละคนก็มีดุลยพินิจที่อาจแตกต่างกัน แต่ข้อมูลต้องพร้อมก่อน เราพูดลอยๆ ไม่ได้ เพราะมันไปเกี่ยวข้องกับสัญญาและการฟ้องร้องด้วย

“ถ้า ถามใจผม ผมไม่อยากให้มีการพนัน และไม่อยากไปมีส่วนส่งเสริมการพนัน แต่ว่าต้องดูประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเขาต้องทำข้อมูลให้ผม ถึงเวลาก็ต้องใช้ดุลยพินิจ และอธิบาย แต่แม้จะตัดสินใจยากแต่ก็ต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส.ว.เตือน”มาร์ค”จะเจอวิบากกรรมเหมือน”แม้ว”

ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริม สร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องคิดให้ดี เพราะพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 อาจจะไม่เปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการได้ และรัฐบาลชุดนี้อาจจะเจอวิบากกรรมเหมือนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รัฐมนตรีทั้งครม.ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันทั้งคณะ

น.ส.รสนา กล่าวว่า รัฐบาลที่ดีจะต้องไม่ส่งเสริมให้อบายมุขแตกขยาย การขายหวยผ่านออนไลน์จะทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอบายมุขชนิดนี้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งคนที่มีรายได้จากการขายหวยออนไลน์ก็เป็นคนกลุ่มเดียวที่เป็นเจ้าของ ตู้ขายหวยเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มกับรายได้ที่จะได้มา ขณะเดียวกันก็จะทำลายอาชีพคนพิการที่แทบจะไม่มีงานให้ทำต้องขาดอาชีพ

“ไม่ เห็นด้วยกับโครงการนี้อย่างยิ่ง หากรัฐบาลจะผลักดันต่อไปก็จะคัดค้านให้ถึงที่สุด ซึ่งตอนนี้มีการตั้งคำถามค่อนข้างมากกับความใกล้ชิดระหว่างนายกรณ์ กับบริษัทล็อกเลย์ ที่เป็นผู้ได้รับสัมปทานตู้ขายหวยฯ ที่เกรงว่าจะเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ ดิฉันไม่คิดว่ารัฐบาลควรจะต้องประชามติ หรือทำประชาพิจารณ์กับโครงการแบบนี้ เพราะเรื่องเช่นนี้รัฐบาลควรจะตัดสินใจว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องทำประชามติ ถ้าตัดสินใจไม่ได้แล้วไปทำประชามติทุกเรื่องก็ไม่ควรเป็นรัฐบาลและเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ ไม่ควรทำให้ประชาชนที่ศรัทธาในตัวทั้งสองคนต้องผิดหวัง ซึ่งอยากเตือนไปถึงรัฐบาลว่าอย่าทำให้คนเสียศรัทธาเพราะเรื่องนี้ “น.ส.รสนา กล่าว

ห่วงมอมเมาเยาวชนเข้าถึงหวยได้ง่าย

ขณะ ที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า สมัยที่เคยร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องหวยออนไลน์ของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานฯ ได้มีผลการศึกษาออกเป็นสองแนวทาง ทางหนึ่งเห็นว่าทำไม่ได้ เนื่องจากมีประเด็นที่ต้องแก้พ.ร.บ.สลากกินแบ่ง 2517 ก่อน มิฉะนั้นอาจจะเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย แต่อีกทางหนึ่งเห็นควรนำหวยบนดินมาไว้ใต้ดินเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ

“แต่ ขณะนี้ได้รับข้อมูลว่าใกล้วันหวยออก สลากกินแบ่งรัฐบาลจะมีราคาสูงมาก มีราคาขายส่งคู่ละ 100-120 บาท โดยมีผู้ค้าสลากไม่กี่ราย รับโควต้าสลากไปปั่นราคา ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นเจ้าพ่อ อักษรย่อ ด. และ ส. เรื่องนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรู้เรื่องดีแต่ปล่อยปละละเลย เพราะต้องการผลักดันให้ตู้ขายหวยออนไลน์เกิดขึ้นแทน”นายสมชาย ระบุ

ส.ว.สรรหา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้การขายหวยออนไลน์มีทั้งเรื่องบวกและลบ แต่ถ้ารัฐบาลจะผลักดันต่อไปควรมีมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม โดยสามารถนำผลการศึกษาของวิสามัญสนช.มาพิจารณาได้ เพราะผลของการศึกษาเป็นการไม่เน้นส่งเสริมให้คนซื้อ แต่จะมีแนวทางรัดกุมที่ไม่ให้มีรางวัลแจ๊คพ็อต เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้ซื้อมากขึ้น แต่หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไม่ควรอ้างว่าเกรงจะเสียค่าโง่ให้กับ บริษัทเอกชน เพราะเป็นเหตุผลที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้น รัฐบาลเกรงว่าจะเสียค่าโง่ก็สามารถตรวจสอบสัญญาการรับสัมปทานและส่งเรื่อง นี้ให้กับคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อให้ทราบว่าสัญญา นี้ทำให้รัฐเสียหายอย่างไรและเมื่อทราบว่ารัฐเสียเปรียบก็ควรเอาผิดบุคคลที่ ทำให้รัฐเสียเปรียบเอกชน

“อย่าเอาข้ออ้างว่าเสียค่าโง่มาอ้างในการ ผลักดันโครงการนี้ เพราะเรื่องนี้มีทางออกหลายทาง ซึ่งถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต่อ ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างไร เพราะเยาวชนจะเข้าถึงหวยบนดินได้ง่ายขึ้น”นายสมชาย กล่าว

Tags : , , , , , , , ,

รมว.ไอซีที นำถวายสักการะวันสื่อสารแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นำคณะผู้บริหารทำพิธีถวายสักการะเนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ  (5 ส.ค.) ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด พร้อมด้วยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ทำพิธีถวายพานพุ่มและ   เครื่องสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซ.สายลม ถ.พหลโยธิน

จากนั้นจึงนำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดทำพิธีถวายเครื่องสักการะ พระอนุสาวรีย์ฯจอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภานุรังศีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ถ.แจ้งวัฒนะ เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ 4 สิงหาคม

Tags : , , , , , , , ,

ก.ไอซีที จับมือ ITU ให้ผู้พิการเข้าถึงเทคโนโลยี

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ จัดประชุมหาแนวทางและแลกเปลี่ยนวิธีการสร้างโอกาสการเข้าถึงและเรียนรู้ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเท่าเทียมให้แก่ผู้พิการในประเทศไทย

ไอซีที (26 ส.ค.) นายนิมิตร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ กระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ จัดการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ว่าด้วยการส่งเสริมให้ผู้พิการมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร (ICT)อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป

ทั้งนี้ จะจัดขึ้นในประเทศไทยเพื่อเป็นเวทีให้กลุ่มผู้พิการ องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ ร่วมกันกำหนดนโยบายแนวทาง ส่งเสริมให้ผู้พิการได้เข้าถึง ICT อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป เช่น โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต การแพร่ภาพออกอากาศและการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนการถ่ายทอดประสบการณ์การนำ ICT สู่ผู้พิการของประเทศต่างๆ

พร้อมกันนี้ยังมีการหารือเพื่อกำหนด นโยบายและการกำกับดูแลของภาครัฐที่จะช่วยส่งเสริมสิทธิของผู้พิการในการเข้า ถึง ICT อีกด้วย และในปีงบประมาณ 2553 กระทรวงฯ ได้วางแผนดำเนินโครงการเพิ่มเติม คือ โครงการศึกษาการประยุกต์ใช้บริการสื่อโทรทัศน์เพื่อให้เป็นเทคโนโลยีอำนวย ความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุในการรับข่าวสาร

Tags : , , , , , , , , ,

แชมป์ร้องเรียนผู้บริโภคความเร็วอินเทอร์เน็ตห่วยไม่สมราคาคุย

ความเร็วอินเทอร์เน็ตห่วยไม่สมราคาคุย คว้าแชมป์ปัญหาร้องเรียนโทรคมนาคมในรอบ 6 เดือนของ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้สถิติเรื่องร้องเรียนในภาพรวมชี้ชัด ปัญหาหนักโทรคมนาคมไทย คือ ไร้คุณภาพ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) องค์กรอิสระภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยถึงผลการรับและจัดการเรื่องร้องเรียน 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า จากบันทึกการรับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2552 ผู้บริโภคได้ร้องเรียนเข้ามาที่หน่วยบริการประชาชนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 622 เรื่อง

เรื่องร้องเรียนสูงสุดอันดับหนึ่งคือ คุณภาพของการให้บริการ จำนวน 146 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 22.1 เนื่องจากผู้ประกอบการให้บริการไม่มีคุณภาพตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ อาทิเช่น ความเร็วอินเทอร์เน็ต ต่ำกว่าที่ประชาสัมพันธ์ไว้มาก สัญญาณอินเทอร์เน็ต หลุดบ่อย โทรออกข้ามเครือข่ายยาก แก้ไขเหตุขัดข้องให้ล่าช้า เป็นต้น

อันดับสองคือ การคิดค่าบริการผิดพลาด จำนวน 137 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 20.7

อันดับสามคือการเรียกเก็บเงิน 107 บาท ค่าต่อคู่สายโทรศัพท์หลังถูกตัดสัญญาณ จำนวน 78 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 11.8 เรื่อง

ร้อง เรียนอันดับสี่ คือ การกำหนดระยะเวลาใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินล่วงหน้า จำนวน 75 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 11.3 ในจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 662 เรื่อง หน่วยบริการประชาชนได้ดำเนินการแก้ไขจนผู้บริโภคพอใจและยินดียุติข้อร้อง เรียนได้แล้วจำนวน 272 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 54.8 สำหรับเรื่องร้องเรียนที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ อาทิเช่น การคิดค่าบริการผิดพลาด การกำหนดระยะเวลาใช้โทรศัพท์แบบเติมเงินล่วงหน้า ความปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ (การก่อสร้างเสารับ-ส่งสัญญาณ)

เนื่องจากหลายเรื่องต้องมีการหารือเพื่อวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับนโยบาย และออกเป็นประกาศหลักเกณฑ์ต่อไป

สำหรับ ประเด็นเรื่องการเก็บค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ 107 บาท พบว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเรื่องร้องเรียนได้ลดลง หลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ออกคำสั่งที่ 08/2552 เรื่องห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเรียกเก็บค่าบริการโทร คมนาคม การขอเปิดใช้บริการภายหลังจากถูกระงับการให้บริการ จำนวนหนึ่งร้อยเจ็ดบาท สั่ง ณ.วันที่ 23 เมษายน 2552

ตลอดปี 2551 สบท.มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 334 เรื่อง แต่ในปีนี้เพียงแค่ 6 เดือนแรกก็พบว่า มีผู้ร้องเรียนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมมีความสนใจและตระหนักในสิทธิของตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของผู้ใช้โทรคมนาคมทั้งประเทศแล้วก็ยังถือว่า ไม่มากนัก โดยเฉพาะหากเทียบกับในต่างประเทศที่เพียงสัปดาห์เดียงมีผู้ร้องเรียนถึง 7,000 ราย จนทำให้มีการปรับปรุงคุณภาพบริการจนเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการ

ดัง นั้น สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง โดย สบท. จะเป็นเพื่อนที่ช่วยบรรเทาทุกข์ รวมทั้งการร้องเรียนจะทำให้ สบท. สามารถรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆมาแก้ไขในเชิงระบบ โดยการเสนอเป็นกฎ กติกา เพื่อผู้บริโภครายอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนต่อไป รวมทั้งนำไปสู่การพัฒนากลไกในการให้บริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพและเป็น ประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ข้อมูล จากสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)

Tags : , , , , , , , ,

ไปรษณีย์-สสว. กระตุ้นตลาดสินค้าออนไลน์

ไปรษณีย์ไทย จับมือ สสว. ดันเอสเอ็มอีขายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ พร้อมลดค่าบริการส่งสินค้าแบบ อีเอ็มเอส หวังกระตุ้นรายได้ธุรกิจขนส่ง

นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในการจัดส่งสินค้าแบบอีเอ็มเอส ในประเทศ และต่างประเทศ 5% สำหรับผู้ที่ถือบัตรเอสเอ็มอี ฟลายอิ้ง คีย์การ์ด จำนวน 1,000 ราย รวมทั้งให้เอสเอ็มอีซื้อแสตมป์อี-คอมเมิร์ซ เพื่อใช้ส่งไปรษณีย์แบบลงทะเบียนหนักไม่เกิน 1 และ 2 กิโลกรัม ในราคาลด 20%

ไปรษณีย์ไทย ยังร่วมกับ สสว.คัดเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศเพื่อนำมาให้บริการจัดจำหน่าย ในลักษณะเดียวกับบริการ “อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์” รวมถึงคัดเลือกสินค้าของเอสเอ็มอีมาวางขายบนเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะบริการจัดส่งให้ โดยขณะนี้ไปรษณีย์ไทยมีรายได้จากการขายแสตมป์ ของที่ระลึก อาทิ ตู้ไปรษณีย์จำลอง และพระเครื่อง ผ่านเว็บไซต์แล้วประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มยอดการซื้อแสตมป์ได้ถึง 20% สำหรับความร่วมมือกับ สสว.ครั้งนี้ คาดว่าจะกระตุ้นธุรกิจการขนส่งให้กับไปรษณีย์ไทยได้มากขึ้น จากปัจจุบันมีรายได้อยู่ที่ 9% ของรายได้ทั้งหมด 1.5 หมื่นล้านบาท

ด้านนายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า จากฐานข้อมูลของ สสว. ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีอยู่ 1.4 ล้านราย คิดเป็น 90% ของวิสาหกิจทั้งหมด ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกได้ถึงปีละ 1.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งขายในอาเซียน 25% โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีขยายตลาดเข้าสู่อาเซียนได้มากขึ้น ผ่านการจัดส่งของไปรษณีย์และการสั่งซื้อทางเว็บไซต์ เบื้องต้นเน้นผู้ประกอบการ 5 ด้าน ได้แก่ สิ่งพิมพ์และสกรีน แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และหัตถกรรม อาหารแปรรูป และการท่องเที่ยว คาดจะช่วยผู้ประกอบการได้ถึง 1 หมื่นราย.

ขอบคุณ Dailynews.co.th

Tags : , , , , , ,