บริการจัดทำเว็บไซต์กับเราวันนี้ โทร. 086-568-6096

ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์

“กฎ 23 ข้อ” ทำให้เว็บน่าสนใจ

เป็นกฎง่ายๆ ที่ทำให้เว็บไซต์เป็นที่ดึงดูดของผู้ใช้มากที่สุด

  • ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค
  • จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ ส่วนใหญ่จะวางโลโก้ไว้มุมซ้ายบน
  • ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ
  • ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา ไม่ควรมีแบนเนอร์เยอะ
  • รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้
  • แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก
  • คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ
  • คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ
  • ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า
  • รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว
  • แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด
  • การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก
  • โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค
  • ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก
  • ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ
  • หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด
  • คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์
  • ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น
  • ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ
  • การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน
  • เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้
  • ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด

Tags : , , , , ,

เตรียมตัวก่อนทำเว็บไซต์

สามารถสรุปได้ดังนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์
สิ่งนี้สำคัญมากเป็นอันดับแรก เพราะต้องรู้ก่อนว่าเราจะทำเว็บไซต์อะไร ทำให้ใครดู แล้วเราต้องการอะไรจากเว็บนี้ และเมื่อเราสรุปได้  วัตถุประสงค์นี้เอง ที่จะพาเราไปยังการเตรียมข้อมูลในจุดต่าง ๆ

2. รวบรวมข้อมูลที่เป็นรูปภาพ และ ตัวอักษร
หลังจากที่เราได้รู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แน่นอนแล้ว เราก็รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้ในเว็บเรา แล้วมาเรียบเรียงให้เรียบร้อยและเป็นหมวดหมู่

3. จัดหาผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์  ( Web design company )
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้คือการขอคำปรึกษาจากทีมงานที่จัดทำเว็บไซต์ ว่าวัตถุประสงค์และข้อมูลที่เรามีนั้นเพียงพอหรือไม่ และยังขาดอะไรอีกบ้าง  เมื่อผู้จัดทำเว็บไซต์ได้ทราบความต้องการแล้ว ก็จะเริ่มจัดวางโครงสร้างของเว็บไซต์ที่แน่นอน ให้ตามวัตถุประสงค์ และ ข้อมูลที่มีอยู่ ( อาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่ขาดตกไปบ้างก็ตามเก็บ หลังจากที่เริ่มดำเนินงานได้ )
   
4. ตรวจสอบรูปแบบงานอย่างรอบคอบ
ในขั้นตอนการจัดทำนั้น จะมีขั้นตอนที่ให้ทำการตรวจสอบรูปแบบ  ทางผู้จัดทำจะออกแบบตัวงานให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบว่าชอบแนวทางงาน ในลักษณะที่นำเสนอหรือไม่ ( ขั้นนี้สำคัญมากสิ่งที่ลูกค้าทุกคนมักจะลืมกันคือ หากแบบที่ผ่านการตรวจสอบไปแล้วจะแก้ไขไม่ได้ และจะมีปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้อยู่บ่อยครั้ง )  หากว่ารูปแบบถูกตรวจสอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
 
5. จัดทำเว็บไซต์ขึ้นตามรูปแบบงานที่ผ่านการตรวจสอบ
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้รูปแบบการจัดวางจะไม่มีการปรับเปลี่ยน จากผู้จัดทำแล้วเว้นแต่การเพิ่มเติม แก้ไขตัวอักษรที่พิมพ์ผิด หรือ ปรับเปลี่ยนรูปภาพที่ใช้  หากในกรณีที่เว็บไซต์มีโปรแกรมก็จะทำการจัดทำโปรแกรมขึ้นมา ตามรูปแบบงานที่ผ่านการตรวจสอบ ( ตรงนี้ก็เน้นว่าทำตามแบบงานที่ผ่านการตรวจสอบ ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานในขั้นตอนนี้ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ของผู้จัดทำเว็บไซต์ )
 
 6. นำงานขึ้นออนไลน์
หลังจากที่ได้ทำการแก้ไขข้อมูลถูกต้องแล้ว ( จำนวนครั้งที่แก้ไขข้อมูลนั้นต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงของลูกค้ากับทางผู้จัดทำ ) ก็จะนำเว็บไซต์ขึ้นออนไลน์  และตรวจสอบการทำงานบนเว็บไซต์ครั้งสุดท้ายหลังจากที่ออนไลน์
 
 7. ดูแลเนื้องานตลอดอายุสัญญา
คือขั้นตอนการดูแลเนื้องานในส่วนต่างๆ ตามแต่ที่ได้ตกลงกันไว้
 
 สิ่งสำคัญของเนื้องานที่กล่าวมาทั้งหมดจะสังเกตได้ว่าประเด็นหลักคือเรื่อง “กำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ ( website objective )” เพราะหากไม่มีการตั้งวัตถุประสงค์ของงานขึ้นมาแล้ว เชื่อได้เลยว่างานก็จะถูกดำเนินงานไปแบบไม่มีแนวทาง ไม่มีเหตุและผลของการทำงาน สุดท้ายจะพาไปสู่การมีปัญหากันระหว่างลูกค้าและผู้จัดทำเว็บไซต์ อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือเรื่องลิขสิทธิ์รูปภาพ ลิขสิทธิ์รูปแบบตัวอักษร ก่อนทำควรจะตรวจสอบให้แน่นอนเสียก่อนว่าผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์นั้น  ไม่ได้มีการบิดเบือนเรื่องลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบคือเจ้าของเว็บไซต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Tags : , , , , , , , ,

Web Hosting คืออะไร

web hosting คือ การบริการให้เช่าพื้นที่ในการทำเว็บไซต์ หรือหากต้องการจัดทำเว็บไซต์เป็นของตัวเอง จะต้องทำการจดโดเมนก่อนและหลังจากนั้น ก็ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์เสร็จแล้วจึงเช่าโฮสติ้ง สามารถจดโดเมนพร้อมกับเช่าโฮสติ้งพร้อมกันได้ทันที

เราควรเลือก Web Hosting แบบใด

คุณสมบัติที่ดีของเว็บโฮสติ้ง

1. เว็บโฮสติ้ง จะต้องไม่ล่มบ่อย และมี Uptime มากกว่า 90%
2. เว็บโฮสติ้ง จะต้องมีระบบป้องกันไวรัสหรือสแปม ขั้นต่ำ 90%
3. เว็บโฮสติ้ง จะต้องมีการสำรองข้อมูลอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
4. เว็บโฮสติ้ง จะต้องมีความรวดเร็วในการโหลดเว็บ

Tags : , ,

สาเหตุที่เว็บไม่ “เวิร์ค”

การทำอีคอมเมิร์ชนั้น คงไม่ใช่แค่เพียงการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วใครต่อใครก็ต่ออินเทอร์เน็ตเข้าไปดูกันได้เท่านั้น เพราะหากว่าไปแล้ว เว็บไซต์ก็เหมือน “ภาพพจน์” หนึ่งของบริษัท หากท่านอยากทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ควรคำนึงถึงอุปสรรคเหล่านี้ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะวัดชะตาว่าเว็บของเราจะรุ่งหรือร่วง

  1. การนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ หลายเว็บไซต์ยังขาดทักษะเรื่องของภาษา การนำเสนอขายสินค้า บางครั้งแค่ใส่ขนาดกับราคาเพียงเท่านั้น ขาดรายละเอียดทั้งในเรื่องของวัสดุ การใช้งาน และข้อมูลต่างๆ ที่ลูกค้าต้องการเพิ่ม ที่สำคัญ นโยบายรับคืนสินค้า หลายเว็บไซต์มักเกรงปัญหาของคืน จึงไม่ได้ใส่เงื่อนไขสำคัญนี้ในเว็บของตน หรือบางเว็บไซต์ก็ใส่ข้อมูลที่เยอะมากเกินไป กว่าลูกค้าจะคลิกเข้าไปซื้อของได้ก็เสียเวลาเปิดเข้าไปในแต่ละหน้านานมาก
  2. ขาดบุคคลากรที่มีความรู้ การนำเสนอข้อมูลที่ขาดรายละเอียดนั้น บางครั้งมีลูกค้าอีเมล์มาสอบถามเพิ่มเติม แต่บางเว็บไซต์ไม่ได้ตั้งบุคคลากรเพื่อดูแลปัญหานี้ หรือขาดความรู้ในการเข้าถึง มีผู้ประกอบการหลายราย เปิดเว็บไซต์แล้ว ไม่ได้ตรวจอีเมล์ หรือตอบช้าเกินไป
  3. ขาดการวางแผนตลาดรองรับ การมีเว็บไซต์เป็นเสมือนการเปิดร้านแห่งหนึ่งขึ้นบนโลกไซเบอร์ ซึ่งวันหนึ่งๆ มีเว็บเกิดขึ้นเป็นหมื่น หากไม่มีการวางแผนประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายรู้จัก ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ หลายเว็บเกิดขึ้นมาแบบขาดการวางแผน เห็นธุรกิจอื่นมีเว็บกัน ก็แค่อยากมีกับเขาบ้าง
  4. ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง มีหลายเว็บที่เปิดขึ้นมาแล้ว ขาดการดูแล ผู้ซื้อเข้ามากี่เดือนก็พบรูปแบบเหมือนเดิม ซ้ำโปรโมชั่นเก่าที่เอามาลดราคาก็หมดเขตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้เว็บขาดความเชื่อถือ ผู้ซื้อก็จะหมดความสนใจในเว็บของเรา ดังนั้น เมื่อเปิดเว็บแล้ว ต้องติดตาม ตรวจสอบสถิติ และพัฒนาเว็บไซต์ของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  5. หลงเทคโนโลยี การสร้างเว็บไซต์ บางครั้งผู้ประกอบการมักหลงใหลกับความงามของกราฟฟิก ใส่ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบต่างๆ เข้าไป เพื่อหวังจะเรียกร้องความสนใจของผู้เข้าชม โดยลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำให้ผู้ซื้อสินค้าเสียเวลาโหลดนานมากกว่าที่จะได้ดูสินค้าแต่ละหน้า ถ้าผู้ซื้อบางคนที่มีเวลาไม่มากเขาก็จะไม่รอ
  6. ไม่กำหนดตลาด การที่อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงคนได้ทั่วโลก ทำให้ผู้ค้าบางรายหวังขายสินค้าไปทั่วโลก ทั้งที่ในโลกการค้า ลักษณะการใช้ภาษาก็ดี, รูปแบบ, ราคาของสินค้าก็ดี ล้วนมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้าที่ชัดเจนแล้ว ควรมุ่งเน้นไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมาย ดีกว่าการทำตลาดแบบเหวี่ยงแห ซึ่งนอกจากเสียเวลาแล้ว ยังอาจเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว เช่น หากจะขายเครื่องประดับราคาสูงแล้ว ก็ต้องไม่มีการขายตุ้มหู คู่ละ เหรียญอยู่ในเว็บ เป็นต้น
  7. การออกแบบ การออกแบบเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ควรออกแบบให้ผู้ใช้ เข้าใจได้ง่าย โดยไม่ต้องมีคู่มือประกอบ สามารถค้นหาสินค้าได้สะดวก และชำระเงินได้โดยง่าย บางเว็บไซต์ ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และรู้สึกว่าใช้งานลำบาก

Tags : , , , , , ,

ประโยชน์ของ CSS

ประโยชน์ของ CSS มีดังนี้

1. การใช้ CSS ในการจัดรูปแบบการแสดงผล และการตกแต่งเอกสารเว็บเพจ ทำให้ code ภายในเอกสาร HTML ช่วยลดการใช้ภาษา HTML เหลือเพียงส่วนเนื้อหาทำให้เข้าใจง่ายขึ้น และการแก้ไขเอกสารทำได้ง่ายและรวดเร็ว

2. สามารถโหลดไฟล์ได้เร็ว เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็กลง เพราะ code ภายในเอกสาร HTML ลดลง

3. สามารถปรับปรุงหรือแก้ไขได้ง่าย เนื่องจากมีการกำหนดรูปแบบการแสดงผลจากคำสั่ง style sheet ชุดเดียวกัน ให้มีผลกับเอกสาร HTML ทั้งหน้า หรือทุกหน้าได้ไม่ต้องไล่ตามแก้ที่ HTML tag ต่างๆ ทั่วทั้งเอกสาร

4. สามารถควบคุมการแสดงผลที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน ได้ในหลาย Web Browser

5. สามารถกำหนดการแสดงผลที่เป็นเนื้อหาเดียวกัน ในรูปแบบที่เหมาะกับสื่อชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลบนหน้าจอ,

บนกระดาษเมื่อสั่งพิมพ์,บนมือถือ หรือบน PDA

6. ทำให้เป็นเว็บไซต์ที่มีมาตรฐาน หากเราใช้ CSS กับเอกสาร HTML ของเรา ก็จะทำให้เข้ากับเว็บเบราเซอร์ในอนาคตได้ดี

Tags : , , , , ,